2 กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน                  car.gif car.gif        signal_light.gif

      apple01.gif      ชาวกรีกโบราณได้สังเกตเห็นว่า   วัตถุทุกชนิดจะมีตำแหน่งหยุดนิ่งตามธรรมชาติ   โดยวัตถุเหล่านี้จะพยายามเคลื่อนที่เข้าหา  ตำแหน่งนี้เช่น   ก้อนหินตกลงสู่พื้น  ควันลอยขึ้นสู่อากาศ   เมื่อใดที่วัตถุอยู่ ณ ตำแหน่งหยุดนิ่ง ตามธรรมชาติแล้ว วัตถุจะไม่สามารถเคลื่อนที่  ได้ด้วยตัวมันเอง   และการที่วัตถุเคลื่อนที่ได้จะต้องมีแรงมากระทำ

    ความเฉื่อย     ในคริสต์ศตวรรษที่  16   นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี  ชื่อ กาลิเลโอ กาลิเลอิ ได้ตั้งข้อสงสัยกับแนวความคิดที่ว่า   ถ้าต้องการให้วัตถุคงสภาพการเคลื่อนที่ต่อไป     จะต้องมีแรงกระทำกับวัตถุ      เขาจึงได้เสนอแนวคิดใหม่ว่า        เมื่อวัตถุเคลื่อนที่แล้ว     ไม่จำเป็นจะต้องมีแรงดึงหรือแรงผลักเพื่อให้วัตถุนั้นคงสภาพการเคลื่อนที่ต่อไป    แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของ   วัตถุเราจำเป็นจะต้องออกแรงกระทำกับวัตถุนั้น แต่ไม่ว่าวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่หรืออยู่นิ่งเมื่อใดมี   แรงมากระทำ วัตถุทุกชนิดจะพยายามต่อต้าน  การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่  เราเรียกการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ว่า   ความเฉื่อย      ( Inertia )   ความเฉื่อยจึงเป็นแนวโน้ม ที่วัตถุต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่

     แนวคิดของกาลิเลโอนี้ เป็นแนวทางให้กับแนวคิดของนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้หนึ่งคือ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 นิวตันได้ค้นพบกฎพื้นฐานสามข้อที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ โดยกฎข้อที่หนึ่งนั้นมาจากแนวคิดของกาลิเลโอ กฎข้อที่หนึ่งของนิวตันกล่าวว่า วัตถุที่อยู่นิ่งจะยังคงสภาพอยู่นิ่ง และวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ก็ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ต่อไป จนกว่าจะมีแรงที่ไม่สมดุลมากระทำ เรามักเรียกกฎข้อนี้ว่าเป็น กฎของความเฉื่อย ( Law of Inertia )

             เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันสามารถอธิบายได้ด้วยความเฉื่อย   ตัวอย่างเช่น ถ้านักเรียนนั่งอยู่ในรถยนต์ที่หยุดอย่างกระทันหัน ความเฉื่อยจะทำให้ตัวนักเรียนยังคงเคลื่อนที่ต่อ  ไปข้างหน้า ดังนั้นนักเรียนจึงต้องการแรงมาช่วยทำให้นักเรียนหยุดการเคลื่อนที่ได้ซึ่งแรงนั้นมา   จากเข็มขัดนิรภัย แต่ในกรณีที่นักเรียนไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย แรงนั้นอาจจะมาจากกระจกหน้า     รถยนต์ก็ได

car.gif

     มวล  ระหว่างขวดที่เต็มไปด้วยเหรียญ และขวดที่เต็มไปด้วยเม็ดโฟม  นักเรียนจะเลื่อนขวดใดได้ยากกว่ากัน     แน่นอนว่านักเรียนจะเลื่อนขวดที่ใส่เหรียญได้ยากกว่า  ความแตกต่างระหว่างขวดทั้งสองนี้คืออะไร     ขวดทั้งสองมีขนาดบรรจุเท่ากัน หรือมีปริมาตรเท่ากัน   แต่ขวดทั้งสองแตกต่างกันที่มวลของแต่ละขวด มวล ( Mass) คือปริมาณของสสารที่อยู่ในวัตถขวดที่ใส่เหรียญจะมีมวลมากกว่าขวดที่ใส่โฟม

       หน่วย SI ของมวล คือ กิโลกรัม ( kg ) รถยนต์ขนาดเล็กอาจมีมวลประมาณ 1,000 กิโลกรัม     รถจักรยานอาจมีมวลประมาณ 10 กิโลกรัม     และตัวนักเรียนเองอาจมีมวลประมาณ 45 กิโลกรัม          นักเรียนจะใช้หน่วยกรัม ( 1 กิโลกรัม = 1,000 กรัม ) ในการบอกมวลของวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่น  เหรียญ 1 เหรียญ    มีมวลประมาณ 5 กรัม

      ความเฉื่อยของวัตถุขึ้นกับมวลของวัตถุ    วัตถุมีมวลมากจะมีความเฉื่อยมาก     ดังนั้นมวลจึงถูกให้นิยามได้ว่าเป็นปริมาณที่ใช้วัดความเฉื่อยของวัตถุ

                                                         anired10_back.gifanired10_next.gif